"พ่อดูนี่สิ ผมผ่านด่านนี้แบบไม่โดนยิงเลย ผมเก่งมั้ย พ่อดูสิ ดูสิ"
พ่อวางหูโทรศัพท์ที่โทรมาเสียดึกดื่น เอามือลูบหัวผม ปากก็พูดเบา ๆ ว่า อื้ม..เก่งมาก แต่สีหน้าพ่อว่างเปล่า มันฉายแววเศร้า ผมคิดว่าไม่ทันสังเกตเห็นพ่อน้ำตารื้น แต่ผมก็เห็น
พ่อลุกหุนหันคว้ากุญแจรถแล้วขับออกไป ผมงุนงงถามแม่ว่าพ่อไปไหน แม่บอกแค่ว่าพ่อไปธุระ
คืนนั้นผมนั่งเล่นเกมรอพ่อกลับมา แต่มันดึกเหลือเกิน เกินกว่าเด็กประถมอย่างผมจะถ่างตาไหว สุดท้ายผมก็หลับคาทีวีไปทั้งแบบนั้น รู้ตัวอีกทีพ่อกลับมาแล้ว นาฬิกาบอกเวลาดึกย่ำรุ่ง
ผมตื่นแต่นอนฟังเสียงอยู่ ได้ยินพ่อเข้ามาในบ้าน เดินไปปิดทีวี แล้วนั่งเงียบ ๆ ที่โต๊ะกินข้าว ห้องรับแขกมืดสนิท ทั้งบ้านเงียบสนิท
..พ่อร้องไห้
ผมไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่วัยขนาดนี้มีอะไรให้ร้องไห้ได้ พวกเขาเข้มแข็งและดูแลผมมาได้ตั้งนาน ไม่มีอะไรที่เขารับมือไม่ได้สิ
จนกระทั่งยี่สิบกว่าปีผ่านไป ผมอาจยังไม่อายุเท่าพ่อในวันนั้น แต่ผมรู้ดีเลยว่ามันไม่ง่าย เติบโตนั้นไม่ง่าย จากที่เคยผยองว่ากูรู้ทุกอย่างในชีวิตหมดแล้ว พอปฏิทินขยับบ่อยเข้าจนอายุเขยิบเลยหลักสาม และปรี่เข้าหลักสี่
..ไม่มีใครปกป้องเราแล้ว
หลายครั้งเจ็บปวดเหมือนจะไปต่อไม่ไหว ก็บอกตัวเองว่าขอแค่ร้องไห้เงียบ ๆ สักครู่ คงมีแรงสู้ต่อ
โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องแค่นี้ต้องมีแรงไปต่อไหว ใช่มั้ย?
= = = = = = =

#Aftersun บอกเล่าพล็อตหลวม ๆ ของการไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่ตุรกีด้วยกันของเคลัม คุณพ่อวัยสามสิบนิด ๆ และโซฟี ลูกสาววัย 11 ปีที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กหญิงสู่เด็กสาว ทุกอย่างที่ดูเรียบง่ายกลับแฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกตึงเครียดและสับสนของคนเป็นพ่อ ที่ลูกสาวตอนนั้นไม่เข้าใจ แต่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งในใจพ่อ ที่แค่ประคองความรู้สึกตัวเองให้ไม่แหลกสลายก็สาหัสแล้ว แต่ยังต้องเข้มแข็งเพื่อปกป้องและพร่ำสอนลูกสาวสุดรัก ให้ดูแลตัวเองได้ในวันข้างหน้าที่พ่อคงไม่สามารถอยู่ดูแลเธอได้แล้ว
หนังมีความเป็น impressionism อยู่เต็มเปี่ยม มันไม่ได้อยากเล่าเรื่องราวที่ต่อเนื่อง แต่ต้องการสื่อสารความรู้สึกซับซ้อนที่คำพูดอธิบายไม่ได้ แต่ละซีนไม่ปะติดปะต่อ แต่เรียงร้อยจากความทรงจำและจินตนาการของโซฟีวัยผู้ใหญ่ที่ระลึกย้อนกลับไปถึงทริปกับพ่อครานั้น
เธอนึกย้อนภาพจำกับความรู้สึก ทั้งที่เกิดขึ้นจริงจากหลักฐานในโฮมวิดีโอภาพแตกพร่า และภาพเบลอ ๆ ที่เธอคิดไปเองว่าเกิดขึ้น เพื่อพยายามทำความเข้าใจกับพ่อที่แสนใกล้ชิด แต่ก็กลับห่างไกลจนเข้าไม่ถึง
จนเธอที่เติบโตถึงวัยใกล้เคียงกับพ่อในเวลานั้น เริ่มเข้าใจและอาจเรียกได้ว่า "รู้จัก" พ่อของเธอได้จริง ๆ เสียที
= = = = = = =
คู่นักแสดงพ่อลูกเคมีลงตัวอย่างกลมกล่อม ผสานกับการถ่ายทำที่น้อยแต่มากของชาลอตต์ เวลส์ เกือบทุกซีนที่พ่อลูกปรากฏตัวร่วมจอมีวิธีการวางเฟรมให้พ่อลูกดูห่างเหิน มีอะไรขวางกั้น หรืออยู่ในมุมระนาบที่ไม่สมมาตร นัยเพื่อสื่อความรู้สึกของโซฟีที่มีต่อพ่อตลอดช่วงเวลานั้นว่า "He's half there and half not there."
ดีใจที่หนังอินดี้น้ำดีแบบนี้ได้รับความสนใจในวงกว้างสมกับคุณค่าที่มันควรได้รับ ได้โปรดเตรียมใจให้พร้อมก่อนชม เพราะคุณจะไม่ได้ร้องไห้ออกมาให้หนำใจจากอารมณ์ซึมลึกที่หนังนำเสนอ แต่อาจต้องน้ำตาตกในไปอีกนาน จากตะกอนก้อนอะไรบางอย่างที่ Aftersun ทิ้งเอาไว้ให้ในใจ
ไม่ว่าคุณจะเก็บเกี่ยวจากมันได้ในมุมมองของคนเป็นลูก คนเป็นพ่อ หรือเป็นแม่
"พ่อดูนี่สิ ผมผ่านชีวิตด่านนี้ได้โดยไม่ทำร้ายตัวเองด้วยนะ ผมเก่งมั้ย? พ่อดูสิ ดูสิ..."
คะแนนความชอบ : 9/10
